หน้าหลัก (Main)
ข่าวและกิจกรรม (News)
เกี่ยวกับเรา (About us)
ภาระงาน (Our Task)
หลักสูตรภาษาไทย
(Thai Course)
หลักสูตรภาษาอังกฤษ
(English Course)
ทุนการศึกษา (Scholarship)
ความร่วมมือ (MOU)
สมัครสมาชิก (Register)
เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
(About NRRU)
ภาพกิจกรรม (Gallery)
กระดานสนทนา (Webboard)
ติดต่อเรา (Contact Us)
   
 สถิติผู้เข้าชม
ออนไลน์ทั้งหมด : 1 คน
IP : 192.168.16.253
วันนี้ 1 คน
เมื่อวาน 1 คน
สัปดาห์นี้ 5 คน
เดือนนี้ 4 คน
ปีนี้ 288 คน
คุณเข้าชมลำดับที่ : 118,579
 
 

ตอนที่ 1 ต้นกำเนิดมหาวิทยาลัย
     มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สืบเนื่องมาจากโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรมซึ่งมณฑลนครราชสีมาตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2466 มีนายเจียม ศุภลักษณ์ เป็นครูใหญ่คนแรก (ต่อมา นายเจียม ศุภลัษณ์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนศุภลัษณ์ศึกษากร)

     ในราชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการประถมศึกษา เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2464 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2464 มีสาระสำคัญคือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ ต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุ 14 ปี บริบูรณ์ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ดังนั้นจึงมีเด็กทั้งชายและหญิงเข้าโรงเรียนประชาบาล กระทรวงธรรมการจึงมีนโยบายให้ทุกมณฑลจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้น

     ความจำเป็นที่จะต้องตั้งโรงเรียนฝึกหัดครู มณฑลนครราชสีมาจึงได้เริ่มจัดหาที่ดิน ตังแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2465 ซึ่งในที่สุดก็ได้ที่ดินที่ข้างวัดโพธิ์ด้านตะวันตก ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของนายเจียม ศุภลักษณ์ โดยทางราชการให้ค่าตอบแทน เป็นเงิน 300 บาท

     เมื่อได้ที่ดินที่จะก่อสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูแล้ว มณฑลนครราชสีมาก็รายงานไปให้กระทรวงศึกษาธิการทราบ กระทรวงฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจที่ดินเป็นอันตกลง แล้วทางมณฑลก็ลงมือปราบที่และทำสัญญาจ้างก่อสร้างโรงเรียน ดังปรากฏในหนังสือที่สมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลนครราชสีมารายงายไปยังเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ต่อไป

ตอนที่ 2 สมัยเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู (ระหว่าง พ.ศ. 2466 – พ.ศ. 2501) 
     ระหว่าง พ.ศ. 2466 ถึง พ.ศ.2501 ในระยะเวลานี้ได้เปิดสอนหลายหลักสูตร ได้ย้ายสถานที่ตั้ง 2 ครั้ง มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามสภาวะ ได้แก่ โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรมประจำมณฑลนครราชสีมา โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด โรงเรียนฝึกหัดครูโนนวัด โรงเรียนฝึกหัดครูโนนสูง และโรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา ดังนี้

     โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม
     เมื่อเริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2466 สถานศึกษาแห่งนี้ชื่อว่าโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมอาชีพกสิกรรมและให้มีครูที่สามารถสอนด้านการ กสิกรรมในโรงเรียนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงเรียนฝึกหัดครู กสิกรรมผลิตครูออกไปสอนโรงเรียนประชาบาลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเด็กนักเรียน เมื่อออกจากโรงเรียนแล้วก็ไปประกอบอาชีพกสิกรรมต่อจากผู้ปกครอง จึงสมควรได้เรียนวิชากสิกรรมในโรงเรียนด้วยซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องตั้ง โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมขึ้น

     โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม ประจำมณฑลนครราชสีมา
     โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมที่มณฑลนครราชสีมาตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 นั้นรับผู้ที่มีความรู้ตั้งแต่ประถมปีที่ 3 ขึ้นไปเข้าเรียน ใช้เวลาเรียน 2 ปี นักเรียนต้องอยู่ประจำ เรียนหนัก ไปทางกสิกรรม ต่อมาก็เปิดสอนหลักสูตรประโยคครูมูลจึงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนว่าโรงเรียนฝึกหัด ครูมูลกสิกรรม ต่อมาก็เปิดสอนหลักสูตรประโยคครูมูล จึงเรียกชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม” โรงเรียนประเภทนี้มณฑลอื่นๆ ก็ได้จัดตั้งขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น มณฑลนครสวรรค์จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 เรียกชื่อว่าโรงเรียนฝึกหัดกสิกรรม ประจำมณฑลนครสวรรค์ ส่วนมณฑลนครราชสีมา ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 จึงน่าเรียกชื่อเต็มว่า โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม ประจำมณฑลนครราชสีมา” โรงเรียนนี้ให้วุฒิผู้สำเร็จการศึกษา 2 วุฒิ คือ นักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้ไม่ถึง ม.3 เมื่อเรียนสำเร็จตามหลักสูตรจะได้วุฒิ ป.มณฑล ส่วนนักเรียน ที่มีความรู้ตั้งแต่ ม. 3ขึ้นไปเมื่อเรียนสำเร็จตามหลักสูตร จะได้วุฒิประโยคครูมูล

     โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนัยบัตรจังหวัด 
     ถึงปี พ.ศ.2476 เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรจังหวัด รับผู้ที่มีพื้นสอบไล่ได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ขึ้นไปเข้าเรียน ใช้เวลา 2 ปี ต่อมาก็สอนหลักสูตนนี้เพียงหลักสูตรเดียว ดังนั้นในปี พ.ศ. 2478 จึงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด ผู้ที่เรียนสำเร็จตามหลักสูตร ได้รับวุฒิประโยคครูประกาศนียบัตรจังหวัด(ว.)

     พ.ศ. 2477 ขุนศุภลักษณ์ศึกษากร (เจียม ศุภลักษณ์) ครูใหญ่ได้ย้ายราชการ ที่แผนกศึกษาธิการจังหวัด ขุนสุบงกชศึกษากร (นาก สุบงกช) มาเป็นครูใหญ่แทน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2477 นับเป็นครูใหญ่คนที่ 2

     ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อำเภอโนนวัด(โนนสูง)
     ในปีพ.ศ. 2481 โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอโนนวัด(อำเภอโนนสูง ในปัจจุบัน) ได้ย้ายไปเปิดสอนที่บ้านแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่นั้นจึงว่างลง โรงเรียนครูประกาศนียบัตร(ซึ่งเดิมก็คือโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม) จึงได้ย้ายไปแทนที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมที่อำเภอโนนวัด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2481 เพราะที่นั่นมีอาคารสถานที่ดีกว่าที่อยู่ข้างวัดโพธิ์ เรียกชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดนครราชสีมา อำเภอโนนวัด” บางทีอาจจะเรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดครูโนนวัดดังปรากฏในประวัติ ขุนสุบงกชศึกษากร “เป็นครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนวัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2481 ถึง 19 สิงหาคม 2482”

     ต่อมาอำเภอโนนวัดได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโนนสูง ดังนั้นในปี พ.ศ. 2482 จึงได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนฝึกหัดครูโนนสูง
ใน ระหว่าง พ.ศ. 2481 – 2482 ได้เปิดหลักสูตร ครู ม.1 พิเศษ และ ม. 2 พิเศษขึ้น คือรับนักเรียนที่จบป. 4 มาเรียน ถ้าเรียน 1 ปี ได้ ม. 1 พิเศษ ออกไปสมัครเป็นครูได้ ถ้าเรียน 2 ปี ได้ ม. 2 พิเศษ ก็ออกไปเป็นครูได้ และได้เงินเดือนมากกว่าผู้ที่ได้ ม. 1 พิเศษ ต่อมาหลักสูตรนี้เรียกว่าประกาศนียบัตรครูประชาบาล รับผู้ที่เรียนจบ ป.4 เข้าเรียนใช้เวลา 3 ปี สำเร็จแล้ว ได้วุฒิประกาศนียบัตรครูประชาบาล (ป.บ.)

     วันที่ 11 กันยายน 2482 ขุนสุบงกชศึกษากร ย้ายไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย นายช่วง จันทรมะโน มาเป็นครูใหญ่แทนนับเป็นครูใหญ่คนที่ 3

     พ.ศ. 2485 เปิดสอนหลักสูรประโยคครูมูล (ป.) อีกครั้งโรงเรียนเลยชื่อว่า โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง

     โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง 
     โรงเรียน ฝึกหัดครูมูลโนนสูง เปิดสอน 3 หลักสูตร คือฝึกหัดครูประชาบาล (ป.บ.) ฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด (ว.) และฝึกหัดครูมูล (ป.)

     ในระยะเวลานั้น ชั้นฝึกครูมูลมีสอนที่โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูงเพียงแห่งเดียวจึงต้องรับ นักเรียนที่ส่งมาจากจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 15 จังหวัด รวมทั้งบางจังหวัดในภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี นครนายก เป็นต้น ดังนั้นโรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง จึงเรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดครูมูลประจำจังหวัดนครราชสีมา

     พ.ศ. 2487 กระทรวงศึกษาธิการมีโครงการขยายการฝึกหัดครูให้โรงเรียนฝึกหัดรูสามารถสอนใน ระดับที่สูงขึ้นได้ จึงได้เปิดสอนชั้นฝึกหัดครูประถม (ป.ป.) ในโรงเรียนฝึกหัดครูมูลที่โนนสูง ซึงต้องใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่เปิดสอนได้เพียงปีที่ 1 ปีเดี่ยวก็ต้องเลิก ให้นักเรียนไปเรียนต่อปีที่ 2 ที่ กรุงเทพมหานคร

     ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อำเภอเมืองนครราชสีมา
     โรงเรียนฝึกหัดครูย้ายมาอยู่ที่อำเภอโนนสูง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 (เมื่อครั้งยังชื่ออำเภอโนนวัด) จนถึงปี พ.ศ. 2489 เป็นเวลาถึง 9 ปี ปรากฏว่าอาคารชำรุดทรุดโทรมมาก เพราะเป็นอาคารเก่าของโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมที่ย้ายไปอยูที่บ้านแม่ โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกับที่ตั้งโรงเรียนอยู่นอกตัวอำเภอ ห่างไกลตลาด จะซื้อของประกอบอาหารเลี้ยงนักเรียนหรือซื้อสิ่งของใช้ก็ลำบากมาก จึงหาทางย้ายกลับมาอยู่ในอำเภอเมือง ได้ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 163 ไร่ ที่ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง อยู่ติดถนนสุรนารายณ์ เหมาะที่จะเป็นที่ตั้งของสถาบัน การฝึกหัดครูต่อไปในอนาคต จึงได้ย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนโนนสูง มาอยู่ที่อำเภอเมือง เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2490 ในระยะเวลาที่อาคารเรียน และที่พัก ณ ที่ตั้งใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ ได้ไปอาศัยโรงเรียนเทศบาล 1 (สุขานารี) ซึ่งอยู่ที่ถนนโพธิ์กลาง ในเมืองนครราชสีมา เป็นที่พักและที่เรียนชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 1 ปี

     โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา
     เมื่อย้ายไปอยู่ในเมืองแล้ว ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา” เมื่ออาคารเรียนและที่พัก ณ ที่ตั้งใหม่แล้วเสร็จ วันที่ 1 กันยายน 2491 จึงได้ย้ายจากโรงเรียนสุขานารี ซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวไปอยู่ ณ ที่ตั้งใหม่ข้างเขตการทางนครราชสีมา ถนนสุรนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาในปัจจุบัน นัยว่าที่ตรงนี้เคยเป็นที่ของ “ขุนศักรินท์” มาก่อน

     เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.)

     ปี พ.ศ. 2495 โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตร ประโยคประถม (ป.ป.) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่รับผู้ที่จบ ม. 6 เข้าเรียนใช้เวลาเรียน 3 ปี โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา เปิดสอน ป.ป. ได้ 3 รุ่น ก็ต้องเปลี่ยนไป คือ 

     พ.ศ. 2495 รับ ป.ป. รุ่น 1 จำนวน 1 ห้องเรียน
     พ.ศ. 2496 รับ ป.ป. รุ่น 2 จำนวน 1 ห้องเรียน
     พ.ศ. 2497 รับ ป.ป. รุ่น 3 จำนวน 1 ห้องเรียน

     การเปิดสอนระดับ ป.ป. ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากเพราะทำให้โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา มีฐานะโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนฝึกหัดครูที่ต่างจังหวัด จะมีสอนระดับครู ป.บ.,ว. และ ป. เท่านั้น ระดับ ป.ป. จะมีสอนเฉพาะโรงเรียนฝึกหัดครูในกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง เมื่อโรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาเปิดสอน ถึงระดับ ป.ป. ก็ทำให้มีฐานะเท่ากับโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร, โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงประสานมิตร

     หลังจากที่ได้เปิดสอนเฉพาะระดับ ป.กศ. มาจนถึงสิ้นปีการศึกษา 2501 ก็สิ้นสุดสมัยที่เป็นโรงเรียนฝึกหัดครู เพราะในปี พ.ศ. 2502 โรงเรียนเปิดสอนระดับ ป.กศ. ชั้นสูง และโรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาก็ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูนครราชสีมา เป็นการเริ่มต้นอีกสมัยหนึ่ง คือสมัยที่มีฐานะเป็น “วิทยาลัยครู”

ตอนที่ 3 สมัยเป็นวิทยาลัยครู (พ.ศ. 2502 - 2535) 
     ระยะ เวลา 23 ปี ของการเป็นวิทยาลัยครูนครราชสีมา เป็นช่วงสมัยที่ได้มีการพัฒนาตนเองให้มีความแข็งแกร่งทางด้านวิชาการมากยิ่ง ขึ้น โดยเริ่มจากผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครราชสีมาคนแรก คือ นายสุรินทร์ สรสิริ ที่ได้ว่างรากฐานสำคัญทางวิชาการทำให้วิทยาลัยครูนครราชสีมาเป็นวิทยาลัยครู เก่าแก่มีชื่อเสียงชั้นแนวหน้าของประเทศผู้บริหารคนต่อๆมาได้ดำเนินรอยตาม และพัฒนาให้วิทยาลัยมีความแข็งแกร่งทางวิชาการยิ่งๆขึ้น ผลผลิตจากวิทยาลัยครูนครราชสีมาได้เป็นกำลังสำคัญทางการศึกษาทุกระดับโดย เฉพาะผูบริหารการศึกษาระดับประเทศ

     ปี พ. ศ. 2502 ได้รับยกฐานะจากโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นวิทยาลัยครู และโอนกิจการของโรงเรียนการเรือนนครราชสีมา ผนวกนักเรียนที่เข้าเรียนมาจากจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ เริ่มผลิตครูหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) เริ่มการเรียนในระบบหน่วยกิจเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ต่อมาเริ่มโครงการฝึกหัดครูชนบท โดยได้รับความช่วยเหลือจากยูเนสโก มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโนนไทย 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านด่านจาก “โกศลวัฒนา” โรงเรียนบ้านโคกสวาย โรงเรียนบ้านพังเทียม “คุรุสามัคคี 1” โรงเรียนบ้านสันเที๊ยะ ”สุคนธวัฒนา” และโรงเรียนบ้านประคำ “คุรุรัฐประชาสรรค์” โดยในปี พ.ศ 2506 ได้เพิ่มโรงเรียนบุสายออ อีกหนึ่งโรงเรียน นักศึกษาที่ไปฝึกสอนเป็นนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่หน่วยฝึกสอนนักศึกษาต้องพักอยู่ในชุมชน เรียนรู้จากชุมชน ช่วยเหลือชุมขน เช่น ดำนา หรือเกี่ยวข้าว เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน โดยแบ่งเวรทำหน้าที่ต่างๆ อาจารย์นิเทศก็จะหมุนเวียนกันไปดูแลให้การศึกษา โดยเฉพาะอาจารย์ ดร.อารีย์ สัณหฉวี จะไปนอนค้างคืนกับนักศึกษาในแต่ละหน่วยฝึกสอนตามโอกาส โครงการฝึกหัดครูชนบทจึงเจริญก้าวหน้าประสบความสำเร็จมาก 

     มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีชิงโล่พระราชทาน 
     สืบเนื่องมาจากอาจารย์เตรียม ทิพวงศา และอาจารย์ สุวัฒน์ พินิจพงศ์ ได้จัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างอาจารย์ของวิทยาลัยครูและวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ครั้น ต่อมาได้พัฒนาเป็นการแข่งขันระหว่างนักศึกษา พ.ศ. 2502 จึงได้ขอพระราชทานโล่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นสิริมงคลอย่างต่อทั้งสองสถาบัน เพราะเป็นโล่พระราชทาน มายังภูมิภาคเพียงแห่งเดียว การแข่งขันฟุตบอลประเพณีชิงโล่พระราชทานจึงเป็นงานสำคัญของทั้งสองสถาบัน นักศึกษาทุกคนจะร่วมงานด้วยความภาคภูมิใจแม้ศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาไป แล้วก็จะกลับมารวมกลุ่มกันในวันนี้ งานฟุตบอลประเพณีชิงโล่พระราชทานจึงสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ 

     พ.ศ. 2503 เมื่อนายสุรินทร์ สรสิริ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เป็นผู้อำนวยการชั้นพิเศษได้ปรับปรุงกิจการของวิทยาลัยครูนครราชสีมา ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เช่น จัดหมวดวิชา ครูอาจารย์มีห้องพัก มีปฎิทินการดำเนินงาน จัดโฮมรูม การแนะแนวการศึกษา เปลี่ยนห้องเรียนทุกชั่วโมง ใช้ระบบตัวเลขบอกห้อง เป็นต้น

     กิจกรรมที่คนทั้งจังหวัดให้ความสนใจคือการจัดนิทรรศการทางวิชาการประจำปี ที่แสดงความกว้าหน้าทางด้านวิชาการตลอดทั้งพลังศักยภาพของนักศึกษาและงานวัน เกษตร ซึ่งมีการจัดแสดง และจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ของนักศึกษาซึ่งเรียนวิชาเกษตร บริเวณที่เป็นแปลงเกษตรคือบริเวณที่ตั้งของคณะวิทยาการจัดการและอาคารเกษตรปัจุบัน 

     ปี พ.ศ.2507 เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 เวลา 15.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้ เสด็จทอดพระเนตรกิจการของวิทยาลัยครูและนิทรรศการโครงการฝึกหัดครูชนบท ที่สำคัญคือประทับฟังการอภิปรายหน้าพระที่นั่งเรื่องฝึกหัดครูชนบท โดยอาจารย์ สุรินทร์ สรสิริ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย มีผู้ร่วมอภิปรายคืออาจารย์พจน์ ธญญขันธ์ รศ.ชุ่มเมือง โคตรฉิน และนักศึกษาชายหญิงสองคน นักศึกษาชายเรียนอยู่ระดับ ป.กศ. ชั้นสูงชื่อนายประกิต ราชนิล นักศึกษาหญิงเรียนอยู่ระดับ ป.กศ. ชื่อนางสาวชะอ้อน กิ่งจันทร์ ใช้เวลาในการอภิปราย 40 นาที ประเด็นการอภิปรายมี 4 ประเด็นคือ

     1. ความเป็นมาของการเปิดโครงการฝึกหัดครูชนบท วิทยาลัยครูนครราชสีมา
     2. การเรียนการสอน และกิจกรรมของนักศึกษา การเตรียมนักศึกษาเพื่อออกปฏิบัติงานในชนบท
     3. ประสบการณ์ของนักศึกษาในโรงเรียนฝึกหัดสอน
     4. ทรรศนะของนักศึกษาต่อการฝึกงานในชนบท

     ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับอาจารย์สุรินทร์ สรสิริ ว่า “ช่วยให้นักศึกษาสอบผ่านได้ขึ้นด้วย”

     โอนโรงเรียนสาธิตวิทยาลัยครูนครราชสีมา ซึ่งเดิมสังกัดกรมสามัญศึกษามาสังกัดแผนกฝึกหัดครูสามัญศึกษา กองโรงเรียนฝึกหัดครู 

     พ.ศ. 2508 วิทยาลัยครูนครราชสีมาย้ายสังกัดจากจังหวัดนครราชสีมาไปสังกัดกรมฝึกหัดครู 

     พ.ศ. 2510 เริ่มผลิตครูประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.) อีกครั้งหนึ่งโดยรับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย
(ม.ศ.5,ม.ศ.6) เข้าเรียน 1 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู

     พ.ศ. 2513 เริ่มผลิตครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) ภาคนอกเวลาสำหรับบุคคลภายนอก (เรียนวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 15.00 – 21.00 น. และ เสาร์ – อาทิตย์ เต็มวัน) ในเวลาเรียน 3 ปี 

     พ.ศ. 2515 เริ่มผลิตครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูงภาคนอกเวลาใช้เวลาเรียน 2 ปีครึ่ง 

     พ.ศ. 2517 เปิดสอนระดับปริญญาตรี ตามหลักสูตรการฝึกหัดครูระดับปริญญาตรี ของสภาการฝึกหัดครู พุทธศักราช 2519 สาขาที่เปิดสอนคือ วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไปรับนักศึกษา 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน นับเป็นก้าวสำคัญเข้าสู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น 

     19 สิงหาคม พ.ศ. 2518 มีการตราพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 วิทยาลัยครูนครราชสีมาจึงได้รับยกย่องฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาแบ่งส่วน ราชการออกเป็น 4 ส่วนคือ 

     1. สำนักงานอธิการ 
     2. คณะวิชาครุศาสตร์
     3. คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
     4. คณะวิชาวิทยาศาสตร์ 

     เหตุการณ์ ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการบริหารและวิชาการคือ ตำแหน่งบริหาร มีอธิการ รองอธิการ หัวหน้าสำนักงานอธิการ หัวหน้าคณะวิชา หัวหน้าภาควิชา 
     ตำแหน่งทางวิชาการ มีตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ 


     พ.ศ. 2519 ขยายการผลิตครูในระดับปริญญาตรี วิชาเอกต่างๆเพิ่มขึ้น 

     9 กรกฎาคม พ.ศ. 2520 วิทยาลัยครูนครราชสีมา ได้เสนอโครงการฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำการ (อคป.) เป็นแห่งแรกทำให้วิทยาลัยครูแห่งอื่นๆดำเนินการตามมา โดยเริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2521 ทั้งระดับครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) และประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป้าหมายคือ ข้าราชการครูในจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ เปิดเป็นศูนย์บริการ 4 ศูนย์ คือ ศูนย์วิทยาลัยครูนครราชสีมา ศูนย์โนนกุ่ม อำเภอสีคิ้ว ศูนย์ชุมนุมบ้านตลาดแค อำเภอโนนสูง และศูนย์วิทยาลัยเกษตรกรรมจังหวัดชัยภูมิ โครงการนี้ได้พัฒนามาจนสามารถเปิดในระดับปริญญาตรีได้ถึง 20 วิชาเอก 

     11 – 15 กันยายน พ.ศ. 2521 วิทยาลัยครูนครราชสีมาได้จัดนิทรรศการวัฒนธรรมไทยชื่อ “ของดีโคราช”

     18 มิถุนายน พ.ศ. 2522 เริ่มโครงการอบรมครูที่ยังไม่มีวุฒิครูโดยเปิดศูนย์อบรมครูประจำการที่โรง เรียนสุรนารีวิทยา และเปิดศูนย์อบรมครูประจำการสำหรับครูโรงเรียนราษฏร์ และครูโรงเรียนเทศบาล ที่โรงเรียนวัดสมอราย

     ในปีนี้มีการสนับสนุนอาจารย์เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ มีผู้ผ่านการประเมินเป็น รศ. 3 คน และ ผศ. 14 คน

     พ.ศ. 2523 วิทยาลัยครูนครราชสีมาได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดและศูนย์ศิลปวัฒนธรรมวิทยาลัยครู นครราชสีมา มีการจัดตั้งหอวัฒนธรรมเพื่อจัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ โดยใช้ชั้นล่างอาคาร 5 

     พ.ศ. 2524 เปิดสอนหลักสูตรเทคนิคการอาชีพ (ทอ.)ระดับ ป.กศ. ชั้นสูงภาคสมทบ รับนักศึกษา 250 คน ใช้เวลาเรียนวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.00-21.00 น. และวันเสาร์ เต็มวัน มีวิชาเอกก่อสร้าง ช่างยนต์ คหกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ดนตรี และ ศิลปกรรม

     พ.ศ. 2526 เปิดศูนย์ภาษานครราชสีมา โดยใช้อาคารสถานที่ชั้น 3 อาคาร 5

     พ.ศ. 2526 – 2533 วิทยาลัยครูนครราชสีมา รับผิดชอบโครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน รวมทั้งการสร้าง การปรับปรุงอาคารสถานที่ โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะโรงเรียนตำรวจตระแวนชายแดน วิทยาลัยครูนครราชสีมา รับผิดชอบโรงเรียนในเขตตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น 

     พ.ศ. 2527 กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยครูนครราชสีมา เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรียกว่า วิทยาลัยนครราชสีมา โดยเปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรเทคนิค การอาชีพ (ปทอ.) ใช้เวลาเรียน 2 ปี สาขาที่เปิดสอน คือ คอมพิวเตอร์ ธุรกิจโรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในปีนี้เริ่มซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 11 เครื่อง และ เปิดสอนตามหลักสูตรสภาฝึกหัดครู ดังนี้

     1. ระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง รับผู้สำเร็จระดับ ป.ปศ.มศ.5 หรือ มศ.6 เข้าเรียนวิชาเอกภาษาไทย ศิลปศึกษา คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ทั่วไป เศรษฐศาสตร์สหกรณ์ สุขศึกษา การอาชีพ (ก่อสร้าง ช่างยนต์ กสิกรรม การอาหาร)
     2.ระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี รับผู้สำเร็จระดับ ป.กศ.มศ.5 หรือ มศ.6 เข้าเรียน ในวิชาเอกภูมิศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และแนะแนว
     3. ระดับปริญญาตรีหลักสูตร 2 ปี รับผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปก.ศ.ชั้นสูง มีวิชาเอกภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ทั่วไป เกษตร พลศึกษา อุตสาหกรรม ช่างอุตสาหกรรม การบริหารโรงเรียน คหกรรมศาสตร์ ศิลปศึกษา แนะแนว ประถมศึกษา สุขศึกษา บรรณารักษ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา ภูมิศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์

     มีการตรา พระราชบัญญัติวิทยาลัยครูฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2527 ให้วิทยาลัยครูผลิตบัณฑิต สาขาวิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่วิชาชีพครูได้ วิทยาลัยครูนครราชสีมาจึงได้จัดตั้งคณะวิทยาการจัดการ ใน พ.ศ. 2528 และเปิดการเรียนการสอนได้ในปีการศึกษา 2529 โดยมี อาจารย์จรูญ หลั่งน้ำสังข์ เป็นหัวหน้าคณะวิชาคนแรก 

     พ.ศ. 2528 เกิดสหวิทยาลัยอีสานใต้ ตามข้อบังคับว่าด้วยการจัดกลุ่มวิทยาลัยครูออกเป็นสหวิทยาลัย สหวิทยาลัยอีสานใต้จึงเป็นการรวมกลุ่มวิทยาลัยครูนครราชสีมา วิทยาลัยครูอุบลราชธานี วิทยาลัยครูสุรินทร์ และวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โดยมี รศ.ดร. ทองคูณ หงส์พันธุ์ อธิการวิทยาลัยครูนครราชสีมาเป็นประธานคณะกรรมการสหวิทยาลัยอีสานใต้คนแรก และ รศ.ดร. ประหยัด ลักษณะงาม เป็นผู้อำนวยการสำนักงาน ซึ่งอยู่ในวิทยาลัยครูนครราชสีมา

     เปิดหอวัฒนธรรมโดยใช้อาคาร 2 ทั้งอาคารเป็นที่จัดแสดงวัฒนธรรมสาขาต่าง ๆ เช่น ของดีโคราช เอกสารวัฒนธรรม อาชีพ ผ้าไทย เอกลักษณ์ไทย จริยธรรม พุทธศาสตร์ ดนตรี ศิลปะและคนดีศรีโคราช
เริ่มเปิดรับนักศึกษาที่มีความสามารถพิเศษเข้า เรียนในโควตากิจกรรมดีเด่น เช่น กิจกรรมดนตรีพื้นบ้าน นาฏศิลป์ ดนตรีไทย และกีฬาชนิดต่าง ๆ โครงการนี้ได้พัฒนามารับนักศึกษาเรียนดีควบคู่ไปด้วยในเวลาต่อมาจนถึงทุก วันนี้

     พ.ศ. 2529 โครงการ อ.ค.ป. ซึ่งผลิตมา 8 รุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ได้เปลี่ยนมาเป็นโครงการ จัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตสาขาวิชาชีพอื่น รับบุคลากรประจำการอาชีพอื่นที่สังกัดหน่วยงานของรัฐและเอกชนเข้าเรียน โครงการนี้ดำเนินการมา 11 รุ่น จึงเปลี่ยนเป็นโครงการการศึกษาเพื่อปวงชน (กศ.ปช.) ในปี พ.ศ. 2539

     พ.ศ. 2530 สร้างลานธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ที่บริเวณหอประขุมเก่าซึ่งรื้อไปแล้ว ศูนย์กลางของ ลานธรรมเป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เคยประทับฟังการอภิปรายหน้าพระที่นั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507
เกิดโครงการคุรุทายาทเพื่อบรรจุเข้ารับราชการด้วย วิธีพิเศษ มีนักศึกษาในโครงการ 2 วิชาเอก คือ การศึกษาปฐมวัยและการประถมศึกษา จึงทำให้เกิด ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยสิงหราช ขึ้น เพื่อให้เป็นห้องเรียนปฏิบัติการของนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยฝึกประสบการณ์และ วิจัยอย่างต่อเนื่อง เหตุที่ชื่อสิงหราชเพราะใช้อาคารที่เคยเป็นหอพักชานสิงหราชเป็นที่ดำเนินการ ปัจจุบันศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยสิงหราชได้พัฒนามาเป็นโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา

     พ.ศ. 2531 ปรับปรุงบ้านพักผู้อำนวยการหลังเก่าซึ่งเป็นเรือนไทยปั้นหยาให้เป็นศูนย์ฝึก อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและที่พักชั่วคราว และเริ่มโครงการ ศูนย์ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) อยู่ในแผนงานบริการวิชาการแก่ชุมชน

     พ.ศ. 2532 ดำเนินโครงการอีสานเขียว 20 โครงการ เช่น โครงการออนซอนอีสาน โครงการหมู่บ้านอีสานรักถิ่น โครงการศึกษาอบรมเยาวชนและเกษตรแบบครบวงจร ฯลฯ การดำเนินงานโครงการนี้ทำให้เกิดโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเพื่อพัฒนาชนบท เพื่อให้นักศึกษานำความรู้จากภาคทฏษฎีไปสู่ภาคปฏิบัติ ในสายวิชาชีพที่เกี่ยวกับการพัฒนาชนบท เช่น วิชาเอกการพัฒนาชุมชน วิชาเอกเทคโนโลยีการเกษตร วิชาเอกส่งเสริมและสื่อสารการเกษตร วิชาเอกสุขศึกษา

     พ.ศ. 2533 ในปีนี้ได้โครงการร่วมมือที่สำคัญ 2 โครงการ คือ โครงการร่วมมือ ระหว่างกรมการฝึกหัดครูกับบริษัทดุสิตธานีจำกัด เพื่อผลิตบุคลากรในธุรกิจโรงแรม และโครงการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทภาคพิเศษส่วนภูมิภาคระหว่างสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ กับกรมการฝึกหัดครูโดยดำเนินการเป็นโครงการนำร่องระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2533-2537) เปิดสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ใช้สถานที่และอำนวยความสะดวกจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา

     พ.ศ. 2535 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นได้แก่
     1.มีการเฉลิมฉลอง 100 ปี การฝึกหัดครูไทย วิทยาลัยครูนครราชสีมาเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันกีฬา โคราชเกมส์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาสหวิทยาลัยทั่วประเทศ
     2. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามวิทยาลัยครูทั่วประเทศเป็นสถาบัน ราชภัฏ และในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2535 เวลา 12.45 น. กรมการฝึกหัดครู ได้จัดพิธีพระราชทานชี่อวิทยาลัยครูทั่วประเทศเป็น สถาบันราชภัฏ ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา

ตอนที่ 4 สมัยเป็นสถาบันราชภัฏนครราชสีมา (พ.ศ. 2535 - 2546) 
     สมัย เป็นสถาบันราชภัฏนครราชสีมา เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็น มหาวิทยาลัยอย่างเต็มรูปแบบ อธิการบดี 4 ท่าน นับตั้งแต่ผศ.ดร.สมศักดิ์ ทองงอก ผศ.อุทัย เดชตานนท์ และ รศ.เชิดชัย โชครัตนชัย และ ผศ.เศาวนิต เศานานนท์ ได้นำพาสถาบันพัฒนาทั้งด้านอาคารสถานที่ การบริหารและการจัดการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นคุณภาพนักศึกษาทั้งด้านความรู้ และด้านคุณธรรม จริยธรรม ความเปลี่ยนแปลงในสมัยเป็นสถาบันราชภัฏที่สำคัญมีดังนี้

     พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ
     สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู ฉบับพุทธศักราช 2527 ในวิทยาลัยครูสามารถผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ และศิลปะศาสตร์ได้ รวมทั้งเป้าหมายของแผนพัฒนาการศึกษาระยะที่ 7 มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตครูในปี พ.ศ. 2539 จะลดลงจากในปี พ.ศ. 2527 ถึงร้อยละ 40 ในขณะที่การผลิตบัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ จะเพิ่มเป็นร้อยละ 30 และสาขาวิชาศิลปศาสตร์ เป็นร้อยละ 30 จากเดิมปี 2527 ที่ไม่มีการผลิตทั้ง 2 สาขาวิชา

     ดร.พิเชต สุนทรพิทักษ์ เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏนครราชสีมาขณะนั้น ได้กล่าวถึงเหตุผลในการปรับเปลี่ยนจากวิทยาลัยครูเป็นสถาบันราชภัฏ “...นับ จากปี พ.ศ. 2528 การผลิตบัณฑิตสายครุศาสตร์ จะเริ่มลดสายศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะเริ่มเพิ่มโปรแกรมต่างๆ เริ่มขยายตัวขึ้นมา ตามความต้องการของท้องถิ่น น่าคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า คือยังเป็นวิทยาลัยครูอยู่ในขณะที่โปรแกรมที่ผลิตออกไปมีหลากหลาย เป็นปัญหาว่านักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยครูไปจะมีปัญหาในเรื่องการ หางานทำ เพราะคนทั่วไปยังคิดว่า วิทยาลัยครูผลิตเฉพาะครูเท่านั้นในขณะที่ความจริงวิทยาลัยครูเริ่มผลิต บัณฑิตสาขาอื่นๆ ทั้งวิทยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) และศิลปะศาสตร์บัณฑิต(ศศ.บ.) มากขึ้น และตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาการศึกษาระยะที่ 7 (พ.ศ.2535 – 2539 ) สัดส่วนการผลิตสาขาการศึกษา:สาขาวิทยาศาสตร์ เป็น 40 : 30 : 30 จึงคิดว่าน่าจะมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานที่ ได้ขยายตัวไปเหมือนเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น คือให้ถูกต้องตรงกับผลผลิตที่ผลิตออกไป งานที่เริ่มทำในปี พ.ศ. 2535 คือ ขอพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานมาเมื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 มาเป็นสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่าง สูงสุด”

     ปี พ.ศ. 2535 เมื่อพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวิทยาลัยครูว่า “สถาบันราชภัฏ” กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2535 จากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ ตามมติคณะรัฐมนตรี เสร็จเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2537 และได้ผ่านวาระแรกเมื่อวันทิ่ 21 กันยายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเริ่มใช้พระราชบัญยัติสถาบันราชภัฏ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2538

     ปีการศึกษา 2541 เป็นครั้งแรกที่สถาบันราชภัฏนครราชสีมาเปิดสอนในระดับปริญญาโท เริ่มเปิดสอนบัณฑิตศึกษาในสาขาวิชาบริหารการศึกษารับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 74 คน เป็นนักศึกษาภาคปกติ 12 คน และนักศึกษาภาคพิเศษ 62 คน ส่วนการศึกษาระดับปริญญาตรีได้เกิดการสร้างมาตรฐานใหม่ อาทิ กำหนดนโยบายที่จะรับนักศึกษา ภาคปกติจากการสอบคัดเลือก ไม่ยอมให้เกิดระบบฝากโดยบุคคลการจัดอบรมพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาปัญญาให้กับนัก ศึกษาภาคปกติทุกคน โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 และจากนี้ยังเริ่มต้นการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน(กศ.ปช.) ขึ้นมาแทนการจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) ในปีพ.ศ.2539 เพื่อเปิดโฮกาสทางการศึกษาให้บุคคลทั่วไปได้กว้างขวางขึ้นไม่เฉพาะบุคลากร ประจำการเช่นเดิม ไม่เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงภายในสถาบันเท่านั้น การตั้งศูนย์ให้การศึกษาอำเภอปากช่องเมื่อขยายการจัดการศึกษา ตามโครงการการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน(กศ.ปช.) ในปี พ.ศ. 2541 ทำให้เห็นแนวโน้มของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับชาวนครราชสีมาให้กว้าง ขวางเพิ่มมากขึ้น


ตอนที่ 5 ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
       มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระมหาปรมาภิไธ นำพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ วันที่ 10 มิถุนายน 2547 และประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ดังนั้นสถาบันราชภัฏนครราชสีมาจึงได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2547 โดยมีเศาวนิต เศานานนท์ เป็นอธิการบดีคนแรก


หมายเหตุ ประวัติมหาวิทยาลัยนี้ตัดย่อจาก หนังสือประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ฉบับบคณะกรรมการชำระประวัติมหาวิทยาลัย พศ. 2550.


-------------------------------------------------

สถานที่ตั้ง

     มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ตั้งอยู่เลขที่ 340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000 หมายเลขโทรศัพท์ 0-4400-9009, 0-4435-5321-2 , 0-4424-2158 , 0-4425-6656 , 0-4424-6341 , 0-4427-2828  หมายเลขโทรสาร 0-4424-4739  อยู่ห่างจากอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีไปทางตำบลจอหอ ประมาณ 3 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 274 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา โดยมีพื้นที่หลักอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 174 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา และมีศูนย์ฝึกปฏิบัติงานด้านการเกษตรอีก 100 ไร่ อยู่ที่ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ติดกับสวนสัตว์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประมาณ 15กิโลเมตร

ตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย 

      ตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย เป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็น อุ หรือเลข 9 รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร 7 ชั้น ตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศ แปลความหมายว่า ทรงมีพระบรม เดชานุภาพในแผ่นดิน โดยที่วันบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีได้เสด็จประทับเหนือพระที่นั่ง อัฐทิศ สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกจากทิศทั้งแปด รอบนอกของตราด้านบนมีตัวอักษรภาษาไทยว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา” ด้านล่างมีตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า “NAKHON RATCHASIMA RAJABHAT UNIVERSITY”

สีของตราสัญลักษณ์มี ๕ สี คือ 

     สีน้ำเงิน แทน สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิดและพระราชทานนาม ‘‘มหาวิทยาลัยราชภัฏ’’
     Blue means the Royalty and the relation that the name ‘Rajabhat University’ was given by the King.

     สีเขียว แทน แหล่งที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่งในแหล่งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม
     Green means the location of all 40 Rajabhat Universities around the country in exquisite natural surroundings.

     สีทอง แทน ความเจริญรุ่งเรืองทางปัญญา
     Gold means the intellectual prosperity.

     สีแดง แทน ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ก้าวไกลใน 40 มหาวิทยาลัยราชภัฏ
     Red means the rise in local arts and culture being adorned at all 40 Rajabhat University locations.

     สีขาว แทน ความคิดอันบริสุทธิ์ของนักปราชญ์แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
     White means the pure thoughts of philosophers in the era of His Majesty the King Rama IX.

ข้อมูลจาก http://www.nrru.ac.th/website/nrru2013.php



 
 
      International Affairs Office   
Nakhon Ratchasima Rajabhat University